นางฟ้าชาตรี (2515)
นางฟ้าชาตรี (2515/1972) ข้อความบนใบปิด ภาพยนตร์สหะนาวีไทย เสนอ หมดสงสัย ไร้กังขา เพิ่มศรัทธา ถ้า สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ สร้าง-กำกับ นางฟ้าชาตรี ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด 2 ปี สร้างเรื่องเดียว ซีเนมาสโคป สีเสียงในฟิล์ม มาตรฐานโลก มอบบทบาทอันเหมาะสมให้ พิศมัย วิไลศักดิ์ ไชยา สุริยัน นำแสดง นงลักษณ์ โรจนพรรณ, กฤษณะ อำนวยพร, ฑัต เอกฑัต, พนม นพพร, ไกร ครรชิต, เตือนใจ บุญพระรักษา, สมศรี, สังข์ทอง สีใส, สรวง สันติ, ศรีสละ ทองธารา, อธึก, รุจิราอิศรางกูร, ทศ ฯลฯ ร่วมใจฟิล์ม จัดจำหน่าย
เล็บครุฑ ตอน ประกาศิตจางซูเหลียง (2511)
เล็บครุฑ ตอน ประกาศิตจางซูเหลียง (2511/1968) ดร. จาง จำเป็นต้องหาหางของหุ่นนกอินทรีที่เขาคิดว่ายังคงอยู่ในประเทศไทย เพื่อไปทำการถอดรหัสลับสูตรมหาประลัย โดยอาศัยความช่วยเหลือจากสมุนเก่า ๆ ในไทย เมื่อหน่วยสืบราชการลับของไทยได้ข่าว จึงได้ส่ง เคลียว บางคล้า หนุ่มเจ้าสำอาง ออกสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับด็อกเตอร์เจ้าเล่ห์ผู้นี้ และหาทางปราบผู้ก่อการร้ายข้ามชาติให้หมดสิ้น
ศึกบางระจัน (2509)
ศึกบางระจัน (2509/1966) เรื่องราวของ ทับ ชายหนุ่มผู้อพยพชาวบ้าน รวมทั้งนิมนต์พระครูธรรมโชติมาอยู่ที่บางระจัน เพื่อเตรียมรับมือกับทัพพม่า เมื่อได้ข่าวว่าข้าศึกกำลังมาเยือนพร้อมด้วยปืนใหญ่ ทับจึงอาสาฝ่าอันตรายเดินทางไปขอปืนใหญ่ในวังหลวง อ้ายทับ แห่งบ้านคำหยาดหัวหน้ากลุ่มโจรที่คอยโจมตีทัพพม่า ต่อมาชาวบ้านคำหยาดไปรวมตัวกับชาวบ้านแห่งค่ายบางระจัน และอ้ายทับได้เป็นหัวหน้ากองทหารแห่งบ้านบางระจัน ชาวค่ายบางระจันสามารถรบโจมตีกับทัพพม่าได้แทบทุกครั้งด้วยความสามัคคีของคนในค่าย แต่ทว่าด้วยกำลังเพียงหยิบมือกับกองทัพขนาดใหญ่ที่หมายบุกไปโจมตีกรุงศรีอยุธยา ทำให้ชาวบ้านบางระจันถูกตีแตกพ่ายเหลือเพียงตำนานเล่าขานวีรกรรมแด่คนรุ่นหลัง
เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (2508)

เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (2508/1965) ล้านทุกครั้ง..ดังทุกที ดีทุกเรื่อง..เฟื่องกว่าที่แล้ว คือ เกียรติศักดิ์ทหารเสือ ของ อิงอร วัชรินทร์นคร มีกษัตริย์วัชรินทร์ (อดุลย์ ดุลยรัตน์) เป็นพระประมุข และพระเชษฐาจักรกฤษณ์ (ส.อาสนจินดา) เป็นเสนาบดีกลาโหม พระเชษฐาทรงอุปการะเด็กชายไว้ 3 คนจนกระทั่งพวกเขาเติบโตเป็นหนุ่ม ได้แก่พันโทพิสุทธิ์ (สมบัติ เมทะนี) พันตรีนิเวศน์ (ทักษิณ เจ่มผล) และร้อยเอกภูเบศร์ (ไชยา สุริยัน) ซึ่งทั้งสามเป็นลูกชายของแม่รำเพย (สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย) แม่นมของเจ้าหญิงนภาเขตเสมอแข (พิศมัย วิไลศักดิ์) พระราชธิดาขององค์กษัตริย์วัชรินทร์ ต่อมามีการคัดเลือกราชองครักษ์ประจำพระองค์กษัตริย์ คู่ต่อสู้ 2 คนสุดท้ายคือ พิสุทธิ์ และภูเบศร์ พิสุทธิ์มีฝีมือเหนือกว่าแต่ภูเบศร์แอบกระซิบขอร้องให้พี่ชายยอมแพ้ เพราะตนเองต้องการเป็นราชองครักษ์และได้ใกล้ชิดกับเจ้าหญิงนภาเขตเสมอแข พิสุทธิ์รักน้องมากจึงแสร้งแพ้ แต่กษัตริย์วัชรินทร์ทรงมองออกว่าพิสุทธิ์ออมมือ จึงประกาศแต่งตั้งพันโทพิสุทธิ์เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์ ทำให้ภูเบศร์โกรธแค้นพิสุทธิ์มาก พลเอกสีหราช (สาหัส บุญ-หลง) ผู้บัญชาการทหาร คิดมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการครองบัลลังค์ จึงเกลี้ยกล่อมบรรดานายทหารเป็นพวก รวมทั้งพันตรีนิเวศน์และร้อยเอกภูเบศร์ ในการซ้อมรบ เจ้าหญิงนภาเขตเสมอแขได้ตามเสด็จพระราชบิดามาด้วย โดยมีพันโทพิสุทธิ์เป็นราชองครักษ์ ม้าทรงของเจ้าหญิงตกใจเสียงปืนใหญ่จึงวิ่งเตลิด พิสุทธิ์ควบม้าติดตามไป เจ้าหญิงทรงตกจากหลังม้าได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่พิสุทธิ์ไม่กล้าแตะต้องพระองค์เนื่องจากจะเป็นการผิดกฎมณฑียรบาล แต่บังเอิญฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พิสุทธิ์จึงอุ้มเจ้าหญิงเข้าไปหลบฝนในตึกร้าง เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพลเอกสีหราช และพรรคพวก พลเอกสีหราชให้นิเวศน์และภูเบศร์มาเกลี้ยกล่อมพิสุทธิ์เข้าเป็นพวก โดยเอาพระเกียรติของเจ้าหญิงนภาเขตเสมอแขมาเป็นเครื่องขู่บังคับ พิสุทธิ์จำต้องยอมรับปากเพื่อรักษาพระเกียรติ เมื่อพลเอกสีหราชเตรียมการพร้อมแล้วจึงสั่งให้พิสุทธิ์ปลงพระชนม์ขณะทรงบรรทม แต่ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในหน้าที่พิสุทธิ์จึงมิอาจลงมือ สีหราชจึงสั่งให้นิเวศน์และภูเบศร์ปลงพระชนม์ พิสุทธิ์ขัดขวางอย่างสุดชีวิต เมื่อเกิดเสียงอึกทึกขี้นพระเชษฐานำกำลังทหารเข้ามาในพระตำหนัก พลเอกสีหราช นิเวศน์ ภูเบศร์ และพรรคพวกใส่ร้ายว่า พิสุทธิ์จะลอบปลงพระชนม์ พิสุทธิ์ไม่ยอมปฏิเสธเนื่องจากเกรงว่าสีหราชจะกล่าวถึงเรื่องที่พิสุทธิ์และองค์หญิงทำผิดกฎมณเฑียรบาล ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ กษัตริย์วัชรินทร์รับสั่งให้นำพิสุทธิ์ไปคุมขังเพื่อทำการสอบสวน พิสุทธิ์ยอมรับความผิดแม้ว่าจะเสียใจที่ทำให้แม่รำเพยต้องเสียน้ำตา เพราะคิดว่าลูกของตนเองคิดทรยศต่อแผ่นดิน กษัตริย์วัชรินทร์จำต้องรับสั่งให้ลงโทษประหารชีวิตพิสุทธิ์ แม้ในพระทัยจะไม่เชื่อว่าพิสุทธิ์เป็นคนทรยศ เมื่อถึงกำหนดวันประหาร ก่อนที่พิสุทธิ์จะเดินออกจากคุกหลวง บรรดานักโทษซึ่งก็คือเหล่าทหารที่จงรักภักดี แต่ถูกพลเอกสีหราชแกล้งใส่ร้ายจนถูกคุมขัง พร้อมใจกันร้องเพลง เกียรติศักดิ์ทหารเสือ เพื่อเป็นเกียรติแก่พันโทพิสุทธิ์ วัชรวัลลภ เมื่อพิสุทธิ์ถูกนำตัวไปแล้ว นิเวศน์ซึ่งบังเกิดความละอายใจที่ทำให้พี่ชายผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับโทษถึงชีวิต ได้เข้ากราบบังคมทูลความจริงต่อองค์กษัตริย์วัชรินทร์ ทรงรับสั่งให้พระเชษฐานำกำลังทหารเข้าปราบปราบกบฏพลเอกสีหราชจนราบคาบ พร้อมกับให้นิเวศน์รีบนำธงหยุดประหารไปยังแดนประหาร แต่นิเวศน์มาถึงแดนประหารช้าไป ภูเบศร์ซึ่งคุมการประหารได้สั่งให้ทหารยิงไปแล้ว แต่เมื่อสิ้นเสียงปืนพิสุทธิ์กลับไม่เป็นอะไร เนื่องจากคืนก่อนวันประหารภูเบศร์ซึ่งสำนึกเสียใจที่ทำผิดต่อพี่ชายได้แอบเข้าไปเปลี่ยนลูกปืนสำหรับประหารเป็นลูกปลอม แต่แล้วก็มีเสียงปืนดังขี้นนัดหนึ่งและภูเบศร์ล้มลงจมกองเลือด ขณะเดียวกับกษัตริย์วัชรินทร์ เจ้าหญิงนภาเขตเสมอแข พระเชษฐาจักรกฤษณ์ แม่รำเพย และเหล่าทหารหาญเดินทางมาถึง ภูเบศร์บาดเจ็บแต่ไม่เสียชีวิต กษัตริย์วัชรินทร์ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ สามพี่น้องชาติทหารกลับมารักกันดั่งเดิม กษัตริย์วัชรินทร์โปรดให้จัดงานอภิเษกระหว่างพันโทพิสุทธิ์และเจ้าหญิงนภาเขตเสมอแขอย่างสมพระเกียรติ

เล็บอินทรีย์ (2507)
เล็บอินทรีย์ (2507/1964) สมบัติ-พิศมัย ข้อความบนใบปิด ภาพยนตร์สหนาวีไทย โดย สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เสนอ เล็บอินทรีย์ ของ ส.เนาวราช นำดาราขวัญใจของชาวไทย พิศมัย วิไลศักดิ์ ดาราตุ๊กตาทองปี 2507 พบ สมบัติ เมทะนี แสน สุรศักดิ์, จรัสศรี สายะศิลปี, ชฎาพร วชิรปราณี, ม.ร.ว.ประสิทธิศักดิ์ สิงหรา, ชาณีย์ ยอดชัย, อธึก, สมถวิล, สุระ นานา, สมศรี, สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช ตลอดจนนักยูโด และนักพละชั้นครู อีกมาก สาวชาวยุโรป สแกนดิเนเวียน มิส มิคาร่า ฟอร์สโฮม กับสุภาพบุรุษผู้มีอนาคต เมศร์ แมนสรวง, เจษฎา ทรรทรานนท์ ร่วมด้วย ดาราหน้าหวานคนใหม่ เยาวเรศ นิศากร 7 ปี ยังไม่มีใครมาลบสถิติการสร้าง ภาพยนตร์บู๊ของเขาได้ คือ เล็บครุฑ-มังกรแดง
ละอองดาว (2507)
ละอองดาว (2507/1964) กรกฎ เบญจรงค์ (สมบัติ เมทะนี) เดินทางกลับจากอเมริกาทันที หลังจากได้รับข่าวการเสียชีวิตของ ดร.ไกร (พันคำ) ผู้เป็นบิดา ขุนอรรถวาที ทนายประจำตระกูลได้แจ้งให้ทราบถึงเงื่อนไขในพินัยกรรมว่า เขาจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อได้แต่งงานกับ ละอองดาว (พิศมัย วิไลศักดิ์) หญิงสาวที่มีศักดิ์เป็นน้องเลี้ยงที่ ดร.ไกร รับมาเลี้ยงไว้จากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง กรกฎเคยเจอกับละอองดาวไม่กี่วันก่อนที่เขาจะถูกส่งไปเรียนที่อเมริกาความทรงจำสุดท้ายของเขาที่มีต่อละอองดาวคือ เด็กหญิงตัวมอมแมม ขี้มูกเกรอะกรัง ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหมือนเด็กเป็นโรค กรกฎรับไม่ได้กับเงื่อนไขในพินัยกรรม เพราะเขามี ผดาชไม (กิ่งดาว ดารณี) นักร้องสาวสังคมจัดเป็นแฟนอยู่แล้ว เขาคิดว่าละอองดาวหวังสมบัติและประจบพ่อของเขาจนหลงเป็นเหตุให้ทำพินัยกรรมประหลาดนี้ขึ้น พินัยกรรมระบุว่าถ้าครบ 1 ปีละอองดาวเป็นฝ่ายตัดสินใจปฏิเสธการแต่งงานกับเขา หรือแต่งงานกับคนอื่นไปก่อนเงื่อนไขนั้นก็จะเป็นโมฆะ กรกฎก็จะได้รับมรดกทั้งหมด เขาจึงจ้าง ธัชชัย (ประจวบ ฤกษ์ยามดี) เพื่อนสนิทซึ่งเป็นทนายหนุ่มมาจีบละอองดาว เพื่อตัวเขาจะได้แต่งงานกับผดาชไมสมความปรารถนา แต่เมื่อกรกฎได้เจอกับละอองดาวเขาก็ตะลึงไปกับความสวยของเธอ แต่ด้วยอคติจึงเข้าไปต่อว่าเธอว่าโลภมาก อยากได้สมบัติ และเขาจะไม่ยอมแต่งงานกับเธอ ละอองดาวแปลกใจเพราะไม่รู้เรื่องพินัยกรรมมาก่อน แต่เธอก็พร้อมจะหลีกทางให้ถ้าเขาไม่ต้องการ ธัชชัยมาทำความรู้จักกับละอองดาวแต่กรกฎกลับแสดงความหึงหวง ละอองดาวทำเย็นชากับเขาก็ยิ่งทำให้เขาหมั่นไส้จนมีการปะทะคารมกันอยู่บ่อยๆ ละอองดาวไปสมัครงานที่วังนภดลของ พระองค์เจ้าพราวนภางค์ นภดล (กัณทรีย์ นาคประภา) อดีตราชินีอาณาจักรคีรีรัฐ หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์จึงย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย เจ้าพราวนภางค์ถูกชะตากับละอองดาวเป็นอย่างมากจึงรับเข้าทำงาน เจ้าคำอินทร์ (รุจน์ รณภพ) ผู้มีศักดิ์เป็นหลานก็เกิดถูกชะตาเธอเหมือนกัน จึงอาสาไปรับไปส่งยิ่งทำให้กรกฎไม่พอใจ ที่วังนภดลละอองดาวได้เห็นภาพวาดชายหนุ่มคนหนึ่ง ก็รู้สึกผูกพันอย่างประหลาด ต่อมาจึงได้รู้ว่าเขาคือ จักราชัย โอรสของเจ้าพราวนภางค์ ที่ถูกถอดยศเพราะมาหลงรักหญิงคนไทย ก่อนจะไปใช้ชีวิตเป็นกบฏใต้ดินที่ฝรั่งเศสและเสียชีวิตที่นั่น ขณะที่มีลูกสาวคนหนึ่งจักราชัยได้ฝากให้เพื่อนในเมืองไทยนำมาเลี้ยงดู ท่านชายสดายุ (อดุลย์ ดุลยรัตน์) หลานชายของเจ้าพราวนภางค์กลับจากฝรั่งเศส และเคยรู้จักกับละอองดาวมาตั้งแต่อยู่ฝรั่งเศส จึงเชิญเธอไปร่วมงานบอลล์วันเกิดที่วังมยุรฤทธิ์ของท่านและในงานเลี้ยงถ้าหากหญิงคนไหนได้ออกเต้นรำกับท่านชายเป็นคนแรก คนนั้นก็คือคู่ครองของท่าน ผดาชไมหวังเกาะคนมีฐานะและชื่อเสียง เธอจึงหว่านเสน่ห์ท่านชายตลอดเวลา โดยไม่สนใจสายตาของกรกฎแม้แต่น้อย กรกฎเองก็คอยจับตาดูละอองดาว แต่เมื่อเห็นท่านชายสนใจเธอเขาก็รู้สึกดูด้อยค่าไปทันที ในงานเลี้ยงของท่านชายกรกฎดื่มเหล้าจัดย้อมใจอย่างประชดชีวิต ผดาชไมเริ่มรู้ว่าละอองดาวเป็นคู่แข่งจึงตามไประรานให้ละอองดาวเลิกยุ่งกับกรกฎและทวงหนังสือปฏิเสธการแต่ง ละอองดาวจึงเขียนหนังสือยกเลิกสัญญาการแต่งงานและนำไปให้กรกฎ แต่เขากลับจุดไฟเผาสัญญานั้นเป็นจุณ ละอองดาวมีหนุ่มๆ ทั้งธัชชัย, เจ้าคำอินทร์ และท่านชายสดายุ มาใกล้ชิดทำให้กรกฎรู้สึกหึงหวง แต่ก็แสดงออกอะไรมากไม่ได้จึงได้แต่ตัดพ้อกับละอองดาวอย่างน้อยใจ ผดาชไมหาทางกลั่นแกล้งละอองดาวแต่ก็ทำให้เธอกับกรกฎได้อยู่กันตามลำพังบ่อยๆ กรกฎเศร้าหนักถึงกับกินเหล้าจัดจนกลายเป็นคนติดเหล้า ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ละอองดาวต้องมาคอยเฝ้าและสั่งคนในบ้านให้นำเหล้าไปซ่อนให้หมด แต่กรกฎก็อาละวาดหาเหล้ามากินจนได้ ผดาชไมแอบไปควงคู่กับพ่อเลี้ยงเชียงใหม่หวังเกาะคนรวย กรกฎจับได้คาหนังคาเขา และยังมีรูปเธอกับพ่อเลี้ยงประจานหราในหนังสือพิมพ์แต่เธอก็ไม่ยอมรับผิด ผดาชไมโกรธละอองดาวมากจึงจ่างมือปืนยิงปืนละอองดาวจนเธอได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายผดาชไมก็ถูกเมียหลวงของพ่อเลี้ยงตามมาเล่นงานสาดน้ำกรดใส่หน้าจนเสียโฉมไป ดร.ไกรเขียนจดหมายทิ้งไว้ก่อนตาย พร้อมด้วยสร้อยล็อกเกตฝากไว้ที่ท่านขุนอรรถฯ บอกว่าเมื่อละอองดาวอายุครบ 25 ปีเมื่อไหร่ให้นำของสองสิ่งนี้มาให้เธอ กรกฎนำของนั้นมาให้ละอองดาวที่วังนภดล เจ้าพราวนภางค์เป็นคนเปิดอ่านจึงได้รู้ว่าละอองดาวเป็นหลานของท่านที่ตามหามานาน 25 ปี กรกฎเห็นว่าละอองดาวเป็นหลานของเจ้าผู้สูงศักดิ์ เขารู้ทันทีว่าฐานะของตัวเองห่างไกลกันนักจึงเดินคอตกกลับมาที่บ้าน ช่วงเวลานั้นทั้งกรกฎและละอองดาวพยายามทำตัวห่างเหินกันเพื่อตัดความสัมพันธ์ทางใจ สุดท้ายกรกฎก็ตัดสินใจเขียนจดหมายยกสมบัติทั้งหมดให้กับสาธารณกุศลและคิดออกบวช ส่วนละอองดาวได้รับฟังคำตักเตือนของท่านชายสดายุที่รู้ว่าเธอหลงรักกรกฎ แต่พยายามปิดซ่อนความรู้สึก ให้เธอทำตามที่หัวใจต้องการละอองดาวได้คิดจึงรีบไปหากรกฎที่บ้าน กลับพบจดหมายที่เขาเขียนทิ้งไว้และเดินทางไปบวชแล้ว เธอจึงรีบตามไปง้อและปรับความเข้าใจกัน
เสือเก่า (2506)
เสือเก่า (2506/1963) เสือเก่า เป็นภาพยนตร์สี 35 มม.ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2506 สร้างโดย ภาพยนตร์สหะนาวีไทย กำกับการแสดงโดย สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์
ยอดรัก (2505)
ดรรชนีนาง (2504)
ดรรชนีนาง (2504/1961) เกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา เมื่อเรือรบหลวงอรุโณทัย ทอดสมออยู่ระหว่างเกาะหนูกับเกาะแมว นาวาโทหม่อมเจ้านิรันดร์ฤทธิ์ธำรง นายทหารเรือหนุ่มแห่งราชนาวีไทย (แสน สุรศักดิ์) พร้อมด้วยจ่าอยู่ (พูนสวัสดิ์ ธีมากร) ก็ปีนเขาขึ้นไปสำรวจดูทำเลแถวนั้น ระหว่างส่องกล้องทางไกลมองดูอยู่นั้น นิรันดร์ก็ส่องไปเห็นสาวน้อยนางหนึ่งกำลังเล่นน้ำ เธอสวยเป็นที่ต้องตาต้องใจเป็นยิ่งนัก นิรันดร์จึงพาจ่าอยู่ไปตามหาสาวน้อยนางนี้และทราบว่าเธอชื่อ ดรรชนี (พิศมัย วิไลศักดิ์) ดรรชนี พักอยู่ในกระท่อมกับพ่อแก่ๆ ชื่อพระนเรศราภิบาล (ม.ร.ว.ประสิทธิศักดิ์ สิงหรา) นายทหารที่ออกจากราชการมาเป็นชาวประมงอยู่เกาะแห่งนี้ เมื่อนิรันดร์ได้พบดรรชนีก็เอ่ยปากฝากรักตั้งแต่แรกเห็น วันหนึ่งขณะที่ดรรชนีกำลังเฉาะมะพร้าวให้นิรันดร์ ก็เผอิญไปเฉาะโดนนิ้วตัวเอง นิรันดร์ได้ช่วยปฐมพยาบาลและยังชมว่านิ้วก้อยดรรชนีสวยงามและทั้งคู่ก็ลักลอบได้เสียกัน ทำให้พระนเรศโกรธที่ดรรชนีไม่ยอมเชื่อคำเตือนของพ่อที่ไม่ให้ยุ่งกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะพวกทหารเรือ แต่ดรรชนีก็ยังลักลอบไปพบกับนิรันดร์อีก พระนเรศจึงเฆี่ยนดรรชนีด้วยหางกระเบน เสียงร้องของดรรชนีก็ยิ่งทำให้พระนเรศผู้เป็นพ่อเจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าเพราะก่อนหน้านั้นพระนเรศไม่เคยลงโทษลูกมาก่อนเลย พระนเรศเสียใจก็กินเหล้าหนักยิ่งขึ้นและพร่ำพรรณนาต่อหน้าหลุมศพของดรรชนีไฉไลภรรยาของตน แม่ของดรรชนีนั้นเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์ที่ยอมหนีตามคนที่ตนมารักมาเป็นชาวประมงจนๆ กระทั่งคลอดลูกดรรชนีจึงป่วยตาย ดรรชนีจึงเติบโตขึ้นมาจากความรักของผู้เป็นพ่อที่ยังจมปลักอยู่กับความหลังโดยมีเหล้าเป็นเครื่องปรับทุกข์ ส่วนตัวดรรชนีเองก็มีเพียงเจ้าลิงจ๊อก ลิงแสนรู้เป็นเพื่อนเล่นคู่ใจตลอดมากระทั่งได้มาพบชายหนุ่มคนที่บอกว่า รักเธอมากๆ คือนิรันดร์ เธอจึงทุ่มหัวใจรักให้ แล้ววันหนึ่ง นิรันดร์ก็มาพบดรรชนีเพื่อจะขอลากลับกรุงเทพฯ โดยปากก็ยังพร่ำคำว่า ไม่ลืมดรรชนี จะกลับมาหาดรรชนี นิรันดร์จากไปโดยยังไม่รู้เลยว่า ดรรชนีได้ตั้งท้องอ่อนๆ แล้ว นับแต่วันที่นิรันดร์จากดรรชนีไป ดรรชนีก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันกลับมาของชายคนรัก แต่ก็ไม่มีวี่แววอะไร ฝ่ายผู้เป็นพ่อก็ได้แต่เฝ้ามองลูกสาวด้วยความรักความสงสาร แต่ก็ไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้จึงยิ่งกินเหล้าหนักเรื่อยๆ จนร่างกายทรุดโทรม ฝ่ายนิรันดร์นั้นเมื่อกลับไปกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับศิริยุคล (งามตา ศุภพงษ์) สาวสังคมชื่อดัง ทั้งคู่คบหาเป็นแฟนกันโดยผู้ใหญ่สองฝ่ายสนับสนุน
สองฝั่งฟ้า (2503)
สองฝั่งฟ้า (2503/1960) สองฝั่งฟ้า เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2503 สร้างโดย ภาพยนตร์สหะนาวีไทย โดยมี สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง-กำกับการแสดง ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ สงัด บรรจงศิลป์
ภูตเหลือง (2502)
ภูตเหลือง (2502/1959) ลือชัย-วิไลวรรณ ข้อความบนรูปโฆษณา จาก...ภาพยนตร์สหนาวีไทย... เราขอเสนอ...หนังบู๊...ด้วย ภูตเหลือง ของ “อรวรรณ” ด้วยการรวมกำลัง...รวมความคิด โดย...ส.อาสนจินดา, สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เพื่อให้เหนือกว่า “เล็บครุฑ” “มังกรแดง” หนังบู๊...ที่เราถนัดนัก... เสนอฉายด้วยความอิ่มเอิบใจ...ที่... เฉลิมไทย+เฉลิมบุรี พร้อมกันเป็นครั้งแรก... ...เพราะความสำคัญ เริ่มแต่รอบเที่ยงที่ 7 กุมภา 2502 นี้ ส.อาสนจินดา กำกับการแสดง สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ อำนวยการสร้าง รัตน์ เศรษฐภักดี ถ่ายภาพ *ดาราร่วมแสดงมี ดนัย ดุลยพรรณ, จันทรา เมธากุล, จรัสศรี สายะศิลปี, สิงห์ มิลินทราศัย, อบ บุญติด, เมืองเริง ปัทมินทร์, จุมพล กาญจนนินทุ, สัมพันธ์ อูมากูล, ประวิทย์ ลีลาไว, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, ทองฮะ วงศ์รักไทย (ที่มา :Thai Movie Posters)
การะเกด (2501)
การะเกด (2501/1958) เมื่อท่านมีใจคอยเราได้เช่นนี้ เราจึงขอสัญญาจะนำ.. การะเกด มาพบกับท่านที่ ศาลาเฉลิมกรุง, ศาลาเฉลิมบุรี ให้ดีที่สุดสมกับที่ท่านคอยเรา ปลายพฤศจิกายนนี้ การะเกด เป็นเรื่องราวของการะเกด (พิศม้ย วิไลศักดิ์) นางรำละครฝีมือดี ที่สวยงามอ่อนช้อย กิริยานุ่มนวล จนเป็นที่ต้องตาตรึงใจขององค์พระยุพราชผู้สูงศักดิ์แห่งแผ่นดินกนกนคร (ลือชัย นฤนาท) แต่การะเกด นั้นแสนจะอาภัพ ทั้งที่รักองค์พระยุพราชแต่ก็ไม่อาจสมหวังได้ เพราะในอนาคตพระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์ และมีคู่หมั้นหมายที่ศักดิ์สูงเท่าเทียมกันอยู่แล้ว คือเจ้าหญิงเกษรี (จรัสศรี สายะศิลปี) การะเกด ตามเสด็จองค์พระยุพราช ไปสู่กนกนครในฐานะครูสอนรำให้กับชาววัง แต่อานุภาพของความรักที่องค์พระยุพราช และการะเกดมีต่อกัน สุดท้ายทั้งคู่ได้ให้กำเนิดลูกชาย แต่การะเกดมิอาจแสดงความเป็นแม่ต่อเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ได้ เธอได้มอบลูกชายให้กับองค์พระยุพราช และเจ้าหญิงเกษรี มเหสี ส่วนตัวเองก็กลับเมืองไทย และได้แต่คอยเฝ้าเป็นกำลังใจให้กับเจ้าฟ้าชายนคราธิบดินทร์ (ชนะ ศรีอุบล) ผู้สืบราชบัลลังก์แห่งกนกนคร
มังกรแดง (2501)

มังกรแดง (2501/1958) ลือชัย-อมรา ข้อความบนรูปโฆษณา ภาพยนตร์สหะนาวีไทย โดย สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ผู้สร้าง เล็บครุฑ ขอนำเสนอ มังกรแดง เพื่อให้ลบสถิติรายได้...เล็บครุฑ ของตัวเอง มังกรแดง คือภาพยนตร์ไทยเรื่อง ที่ 2 จากการแสดงของ ลือชัย นฤนาท ดาราลักยิ้ม ที่ได้รับรางวัลจากประชาชน มังกรแดง คือภาพยนตร์ไทยเรื่องหลังสุด จากผลงานของ สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ที่ประชาชนเชื่อถือแล้วจาก เล็บครุฑ ประสิทธิ์ ศิริบรรเทิง สร้างบท ปรีชา ทรัพย์พระวงศ์ ถ่ายภาพ 

 
เล็บครุฑ (2500)
เล็บครุฑ (2500/1957) เล็บครุฑ เป็นภาพยนตร์สี 16 มม.ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2500 สร้างจากบทประพันธ์ของ พนมเทียน โดยคุณสุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ แห่งบริการ ภาพยนตร์สหะนาวีไทย ซึ่งลงมือกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรก ภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดถึงหนึ่งล้านเก้าแสนบาท
ฟ้าธรรมาธิเบศร์ (2499)
ฟ้าธรรมาธิเบศร์ (2499/1956) เรื่องราวของสังวาลย์ หญิงสาวชาวบ้านกุ่ม จังหวัดอยุธยา ที่เกิดมีความรักกับ อิน ชายพเนจร อินให้คำมั่นกับสังวาลย์ว่าจะมาหาอีกครั้งในวันสงกรานต์ ฤทธิ์ ลูกเศรษฐีซึ่งหมายปองสังวาลย์มานานเห็นเหตุการณ์ก็ไม่สบอารมณ์จึงสั่งสมุนไปทำร้ายอิน แต่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ความจริงแล้วอินคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ปลอมตัวมาท่องเที่ยว โดยความรู้เห็นเป็นใจของเจ้าพระยากลาโหมกับกรมขุนนเรนทร์ฯ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ปลอมตัวเป็นอินไปหาสังวาลย์ตามสัญญา แต่ระหว่างทางกลับพระราชวังถูกฤทธิ์ดักทำร้าย บัว พ่อของสังวาลย์ได้ยินเสียงจึงลงมาดูและจับตัวอินไว้ รุ่งขึ้นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จมาทอดพระเนตรการซ่อมเพนียด บัวขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวพร้อมสังวาลย์ ความงามของสังวาลย์ต้องพระทัยพระเจ้าอยู่หัว จึงตรัสขอลูกสาวกับบัว เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ต้องสะเทือนพระทัยที่บัดนี้หญิงสาวที่พระองค์รักเป็นของพระราชบิดาเสียแล้ว เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์หันไปหา ซ่อนกลิ่น ลูกสาวของเจ้าพระยากลาโหม ทำให้กรมขุนนเรนทร์ฯ ซึ่งเฝ้ารักซ่อนกลิ่นแค้นใจ คืนหนึ่ง เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ได้พบสังวาลย์โดยบังเอิญจึงนัดพบกันที่สวนของบัว กรมขุนนเรนทร์ฯ ทราบข่าว จึงวางแผนฆ่าบัว โยนความผิดให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ และใส่ร้ายสังวาลย์ว่าคบชู้ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงมีพระบรมราชโองการประหารชีวิตเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เจ้าพระยากลาโหมทราบข่าว รีบมากราบทูลความจริง ประกอบกับบัวยังมีชีวิต กรมขุนนเรนทร์ฯ จึงถูกทหารสำเร็จโทษ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชสาสน์พระราชทานอภัยโทษ แต่ทหารมาช้าเกินไป เพชฌฆาตได้ลงดาบเสียแล้ว
ลี่หลิน (2498/1955) คุณหลวงบำรุงบำเรอราษฎร์ เป็นคหบดีมั่งคั่งแต่ติดสุราอย่างหนัก แม้ คุณนายพะเยีย ผู้เป็นภรรยาจะอาละวาดทุกครั้งที่คุณหลวงดื่มสุรา ก็ไม่สามารถทำให้คุณหลวงเลิกสุราได้ ทุกครั้งที่คุณหลวงหายเมามักจะจำไม่ได้ว่าไปทำอะไรมาบ้าง วันหนึ่งคุณนายพะเยียไปตรวจโรงสีในต่างจังหวัด คุณหลวงได้ทีจึงดื่มสุราเต็มที่ เมื่อดื่มมากเข้าก็พาลน้อยใจจะฆ่าตัวตาย ที่สุดคุณหลวงออกจากบ้านไปเขาดินแล้วปีนราวสะพานหมายจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายบังเอิญ ศักดิ์ ซึ่งเป็นพนักงานทำความสะอาดของเขาดินเห็นเข้า จึงวิ่งเข้าไปช่วยไว้ทัน คุณหลวงคุยถูกคอกับศักดิ์จึงชวนไปดื่มสุรา เมื่อเมาได้ที่คุณหลวงจึงชวนศักดิ์ไปนอนที่บ้านและบังคับให้ใส่ชุดนอนของภรรยา รุ่งเช้าคุณนายพะเยียเข้ามาเห็นสภาพของทั้งสองจึงคาดคั้นคุณหลวง แต่คุณหลวงปฏิเสธเพราะจำอะไรไม่ได้ ศักดิ์จึงรีบหนีเพราะกลัวเรื่องจะบานปลาย ที่เขาดิน ศักดิ์พบชายสามคนกำลังขโมยเงินของลี่หลิน หญิงตาบอดซึ่งขายอ้อยควั่น จึงเข้าไปช่วย และบังเอิญได้ยินเสียง กิมเจ็ง สามีของลี่หลิน คุยกับผู้หญิงว่าไม่อยากได้ภรรยาเป็นคนตาบอดเพราะเดี๋ยวนี้เขาเป็นเจ้าของร้านขายข้าวสารไม่ใช่คนแบกข้าวเหมือนแต่ก่อนแล้ว ศักดิ์เกิดเห็นใจลี่หลิน คืนนั้นคุณหลวงเมามาที่เขาดินอีก ศักดิ์กลัวจะซวยแบบคราวก่อนจึงไม่อยากยุ่ง แต่แล้วศักดิ์ก็คิดวิธีหาเงินช่วยลี่หลินขึ้นมาได้ โดยการขอเงินคุณหลวงสี่หมื่นบาท คุณหลวงกำลังเมาก็ตอบตกลง ศักดิ์จึงนำเงินไปให้ลี่หลิน แต่พอวันรุ่งขึ้น คุณนายพะเยียนำตำรวจมาจับศักดิ์ ศักดิ์เห็นว่าไม่มีทางรอดพ้นจึงโกหกกับลี่หลินว่าตนต้องไปต่างประเทศ เวลาผ่านไปหลายปี ตาของลี่หลินหายเป็นปรกติลี่หลินนำเงินที่เหลือมาเปิดร้านรับตัดเสื้อ กิจการดีขึ้นตามลำดับ ลี่หลินรับเด็กหญิงตาบอดชื่อ ลี่หลิว มาเลี้ยงดู ส่วนศักดิ์ได้รับการปล่อยตัวและมาทำงานเป็นคนสวนบ้านของลี่หลินศักดิ์จำลี่หลินได้แต่ไม่กล้าจะพูดด้วย ลี่หลินกลายเป็นที่หมายปองของใครต่อใคร หนึ่งในนั้นมีกิมเจ็งรวมอยู่ด้วย แม่ของลี่หลินคะยั้นคะยอให้แต่งงานกับกิมเจ็ง ก่อนวันหมั้นกิมเจ็งวางแผนปล้นของมีค่าจากแขกในงาน ศักดิ์ได้ยินจึงแอบแจ้งตำรวจ เมื่อสมุนของกิมเจ็งเริ่มปฏิบัติการตำรวจก็เข้าจับกุม กิมเจ็งกับศักดิ์ต่อสู้กันจนกิมเจ็งถูกฆ่าตาย คุณหลวงกับคุณนายพะเยียซึ่งได้รับเชิญมางานหมั้น พอคุณหลวงดื่มสุราก็จำศักดิ์ได้ ในที่สุดลี่หลินจึงได้รู้ว่าศักดิ์คือคนที่เคยช่วยเหลือเธอ ลี่หลินไปตามหาศักดิ์ที่เขาดิน และพบศักดิ์ในสภาพคนโซแต่ลี่หลินก็ไม่รังเกียจศักดิ์แต่อย่างใด

กำลังแสดงผลลัพธ์ทั้งหมด 16 รายการ